“สุวัจน์” ชี้งานซิกโกวคนแห่รับทานนับหมื่น สะท้อนเศรษฐกิจรากหญ้าเดือดร้อน จี้รัฐเร่งปรับโครงสร้างศก.ระยะยาว

“สุวัจน์” ประธานงานซิกโกว มูลนิธิหลักเสียงเซี่ยงตึ๊ง เผยปีนี้ประชาชนแห่ร่วมงานและรับข้าวสารอาหารแห้งนับหมื่นคน คาดแตะ 15,000 คน จนพื้นที่รองรับไม่เพียงพอ ชี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจฐานรากยังเผชิญความเดือดร้อน แนะรัฐเร่งช่วยคนยากจน-เอสเอ็มอี พร้อมวางแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

วันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีประเพณีทิ้งทาน “ซิกโกว” ประจำปี 2569 ของมูลนิธิหลักเสียงเซี่ยงตึ๊ง สว่างเมตตาธรรมสถาน ร่วมกับพี่น้องประชาชนชาวโคราช โดยมีนายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สส.นครราชสีมา เขต 2 พรรคเพื่อไทย นายกิตติศาสตร์ ลิ้มประยูรสวัสดิ์ ประธานมูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน พร้อมคณะผู้บริหารมูลนิธิฯ และชาวบ้านผู้ยากไร้มารับบริจาคจำนวนมาก

นายสุวัจน์ กล่าวว่า งานซิกโกวเป็นประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศลและแจกทาน โดยมอบข้าวสารอาหารแห้งให้แก่ผู้ยากไร้ ซึ่งปีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก มีผู้มาร่วมงานนับหมื่นคน คาดว่าประมาณ 15,000 คน จนพื้นที่รองรับไม่เพียงพอ ต้องจัดพื้นที่บริเวณชั้น 2 เพื่อรองรับประชาชนที่มารับสิ่งของ

“ภาพที่เห็นเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างชัดเจน เพราะวันนี้เราพูดกันทั้งเรื่องจีดีพีที่เติบโตต่ำ หนี้ภาครัฐ และหนี้ภาคประชาชน แต่ภาพที่เห็นจากงานนี้คือความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ”

นายสุวัจน์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะประชาชนในชนบทและต่างจังหวัด รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องและเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก มาตรการช่วยเหลือจึงควรลงไปถึงผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจริง

สำหรับข้อเสนอของธนาคารโลกที่มีต่อประเทศไทย เห็นว่าเป็นแนวทางที่ควรนำมาพิจารณา โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพการศึกษา การปรับภาคอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

“ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพราะเรื่องนี้คงไม่ใช่ 1-2 ปีแล้วจบ อาจต้องใช้เวลา 5 ปี หรือ 10 ปี แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องมีแผนแม่บท และไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล แผนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจต้องเดินหน้าต่อเนื่อง”

นายสุวัจน์ กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า ยังน่าเป็นห่วงจากการเติบโตในระดับต่ำต่อเนื่อง ขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและมีภาระหนี้สูง ส่วนประชาชนก็มีหนี้สูงเช่นกัน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญการแข่งขันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

“วันนี้ภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจของเราค่อนข้างไม่ดีมากๆ เราต้องใช้เสถียรภาพทางการเมืองที่เข้มแข็ง มาสร้างพื้นฐานและกำหนดทิศทางให้ชัดเจนว่า จากนี้รัฐบาลจะเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างไร และทุกฝ่ายต้องเห็นตรงกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความอยู่รอดของประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน”

ส่วนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” นายสุวัจน์ มองว่า สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง แต่เป็นมาตรการระยะสั้น จึงควรมีมาตรการระยะยาวควบคู่ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างความแข็งแรงให้ประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าที่ควรเร่งแก้ไข คือการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะรายย่อยและผู้ประกอบการในต่างจังหวัด ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนและสินเชื่อ เพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และ “ต่ออายุ ต่อชีวิต” ให้กับกิจการ ขณะเดียวกันรัฐบาลควรมีมาตรการที่เข้าถึงคนยากจนโดยตรง

เมื่อถามถึงแนวทางการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นายสุวัจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันการกู้เงินทำได้ยากขึ้น ดังนั้นหากรัฐบาลจะกู้เงิน ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเงินที่กู้มาจะนำไปใช้แก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือไม่ เพราะหากกู้แล้วทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ก็อาจเกิดประโยชน์น้อย

นายสุวัจน์ ย้ำว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควรใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ขณะที่หัวใจสำคัญคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจที่วนซ้ำ และสร้างความมั่นคงให้ประชาชนในระยะยาว

พร้อมกล่าวขอบคุณมูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน (หลักเสียงเซี่ยงตึ๊ง) คณะกรรมการจัดงาน เทศบาลนครนครราชสีมา และผู้บริจาคทุกท่าน ที่ร่วมกันจัดงานช่วยเหลือสังคม โดยมูลนิธิฯ ไม่เพียงช่วยบรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้ แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือชุมชนเมื่อเกิดภัยพิบัติต่างๆ

“เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณและความสามัคคีของคนในพื้นที่ ดังคำกล่าวที่ว่า ‘คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน’ ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการช่วยเกื้อกูลและนำพาสังคมผ่านพ้นวิกฤตไปได้” นายสุวัจน์ กล่าว

@jaophoto2022

สุวัจน์ ซิกโกว โคราช 2569 “สุวัจน์” ชี้งานซิกโกวคนแห่รับทานนับหมื่น สะท้อนเศรษฐกิจรากหญ้าเดือดร้อน จี้รัฐเร่งปรับโครงสร้างศก.ระยะยาว “สุวัจน์” ประธานงานซิกโกว มูลนิธิหลักเสียงเซี่ยงตึ๊ง เผยปีนี้ประชาชนแห่ร่วมงานและรับข้าวสารอาหารแห้งนับหมื่นคน คาดแตะ 15,000 คน จนพื้นที่รองรับไม่เพียงพอ ชี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจฐานรากยังเผชิญความเดือดร้อน แนะรัฐเร่งช่วยคนยากจน-เอสเอ็มอี พร้อมวางแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว วันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีประเพณีทิ้งทาน “ซิกโกว” ประจำปี 2569 ของมูลนิธิหลักเสียงเซี่ยงตึ๊ง สว่างเมตตาธรรมสถาน ร่วมกับพี่น้องประชาชนชาวโคราช โดยมีนายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สส.นครราชสีมา เขต 2 พรรคเพื่อไทย นายกิตติศาสตร์ ลิ้มประยูรสวัสดิ์ ประธานมูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน พร้อมคณะผู้บริหารมูลนิธิฯ และชาวบ้านผู้ยากไร้มารับบริจาคจำนวนมาก นายสุวัจน์ กล่าวว่า งานซิกโกวเป็นประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศลและแจกทาน โดยมอบข้าวสารอาหารแห้งให้แก่ผู้ยากไร้ ซึ่งปีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก มีผู้มาร่วมงานนับหมื่นคน คาดว่าประมาณ 15,000 คน จนพื้นที่รองรับไม่เพียงพอ ต้องจัดพื้นที่บริเวณชั้น 2 เพื่อรองรับประชาชนที่มารับสิ่งของ “ภาพที่เห็นเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างชัดเจน เพราะวันนี้เราพูดกันทั้งเรื่องจีดีพีที่เติบโตต่ำ หนี้ภาครัฐ และหนี้ภาคประชาชน แต่ภาพที่เห็นจากงานนี้คือความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ” นายสุวัจน์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะประชาชนในชนบทและต่างจังหวัด รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องและเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก มาตรการช่วยเหลือจึงควรลงไปถึงผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจริง สำหรับข้อเสนอของธนาคารโลกที่มีต่อประเทศไทย เห็นว่าเป็นแนวทางที่ควรนำมาพิจารณา โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพการศึกษา การปรับภาคอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี “ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพราะเรื่องนี้คงไม่ใช่ 1-2 ปีแล้วจบ อาจต้องใช้เวลา 5 ปี หรือ 10 ปี แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องมีแผนแม่บท และไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล แผนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจต้องเดินหน้าต่อเนื่อง” นายสุวัจน์ กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า ยังน่าเป็นห่วงจากการเติบโตในระดับต่ำต่อเนื่อง ขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและมีภาระหนี้สูง ส่วนประชาชนก็มีหนี้สูงเช่นกัน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญการแข่งขันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ “วันนี้ภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจของเราค่อนข้างไม่ดีมากๆ เราต้องใช้เสถียรภาพทางการเมืองที่เข้มแข็ง มาสร้างพื้นฐานและกำหนดทิศทางให้ชัดเจนว่า จากนี้รัฐบาลจะเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างไร และทุกฝ่ายต้องเห็นตรงกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความอยู่รอดของประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน” ส่วนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” นายสุวัจน์ มองว่า สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง แต่เป็นมาตรการระยะสั้น จึงควรมีมาตรการระยะยาวควบคู่ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างความแข็งแรงให้ประเทศอย่างยั่งยืน สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าที่ควรเร่งแก้ไข คือการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะรายย่อยและผู้ประกอบการในต่างจังหวัด ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนและสินเชื่อ เพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และ “ต่ออายุ ต่อชีวิต” ให้กับกิจการ ขณะเดียวกันรัฐบาลควรมีมาตรการที่เข้าถึงคนยากจนโดยตรง เมื่อถามถึงแนวทางการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นายสุวัจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันการกู้เงินทำได้ยากขึ้น ดังนั้นหากรัฐบาลจะกู้เงิน ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเงินที่กู้มาจะนำไปใช้แก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือไม่ เพราะหากกู้แล้วทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ก็อาจเกิดประโยชน์น้อย นายสุวัจน์ ย้ำว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควรใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ขณะที่หัวใจสำคัญคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจที่วนซ้ำ และสร้างความมั่นคงให้ประชาชนในระยะยาว พร้อมกล่าวขอบคุณมูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน (หลักเสียงเซี่ยงตึ๊ง) คณะกรรมการจัดงาน เทศบาลนครนครราชสีมา และผู้บริจาคทุกท่าน ที่ร่วมกันจัดงานช่วยเ

♬ original sound - Thaweechai Jao
@jaophoto2022

สุวัจน์ เปิด ซิกโกว โคราช 2569 “สุวัจน์” ชี้งานซิกโกวคนแห่รับทานนับหมื่น สะท้อนเศรษฐกิจรากหญ้าเดือดร้อน จี้รัฐเร่งปรับโครงสร้างศก.ระยะยาว “สุวัจน์” ประธานงานซิกโกว มูลนิธิหลักเสียงเซี่ยงตึ๊ง เผยปีนี้ประชาชนแห่ร่วมงานและรับข้าวสารอาหารแห้งนับหมื่นคน คาดแตะ 15,000 คน จนพื้นที่รองรับไม่เพียงพอ ชี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจฐานรากยังเผชิญความเดือดร้อน แนะรัฐเร่งช่วยคนยากจน-เอสเอ็มอี พร้อมวางแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว วันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีประเพณีทิ้งทาน “ซิกโกว” ประจำปี 2569 ของมูลนิธิหลักเสียงเซี่ยงตึ๊ง สว่างเมตตาธรรมสถาน ร่วมกับพี่น้องประชาชนชาวโคราช โดยมีนายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สส.นครราชสีมา เขต 2 พรรคเพื่อไทย นายกิตติศาสตร์ ลิ้มประยูรสวัสดิ์ ประธานมูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน พร้อมคณะผู้บริหารมูลนิธิฯ และชาวบ้านผู้ยากไร้มารับบริจาคจำนวนมาก นายสุวัจน์ กล่าวว่า งานซิกโกวเป็นประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศลและแจกทาน โดยมอบข้าวสารอาหารแห้งให้แก่ผู้ยากไร้ ซึ่งปีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก มีผู้มาร่วมงานนับหมื่นคน คาดว่าประมาณ 15,000 คน จนพื้นที่รองรับไม่เพียงพอ ต้องจัดพื้นที่บริเวณชั้น 2 เพื่อรองรับประชาชนที่มารับสิ่งของ “ภาพที่เห็นเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างชัดเจน เพราะวันนี้เราพูดกันทั้งเรื่องจีดีพีที่เติบโตต่ำ หนี้ภาครัฐ และหนี้ภาคประชาชน แต่ภาพที่เห็นจากงานนี้คือความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ” นายสุวัจน์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะประชาชนในชนบทและต่างจังหวัด รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องและเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก มาตรการช่วยเหลือจึงควรลงไปถึงผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจริง สำหรับข้อเสนอของธนาคารโลกที่มีต่อประเทศไทย เห็นว่าเป็นแนวทางที่ควรนำมาพิจารณา โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพการศึกษา การปรับภาคอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี “ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพราะเรื่องนี้คงไม่ใช่ 1-2 ปีแล้วจบ อาจต้องใช้เวลา 5 ปี หรือ 10 ปี แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องมีแผนแม่บท และไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล แผนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจต้องเดินหน้าต่อเนื่อง” นายสุวัจน์ กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า ยังน่าเป็นห่วงจากการเติบโตในระดับต่ำต่อเนื่อง ขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและมีภาระหนี้สูง ส่วนประชาชนก็มีหนี้สูงเช่นกัน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญการแข่งขันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ “วันนี้ภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจของเราค่อนข้างไม่ดีมากๆ เราต้องใช้เสถียรภาพทางการเมืองที่เข้มแข็ง มาสร้างพื้นฐานและกำหนดทิศทางให้ชัดเจนว่า จากนี้รัฐบาลจะเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างไร และทุกฝ่ายต้องเห็นตรงกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความอยู่รอดของประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน” ส่วนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” นายสุวัจน์ มองว่า สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง แต่เป็นมาตรการระยะสั้น จึงควรมีมาตรการระยะยาวควบคู่ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างความแข็งแรงให้ประเทศอย่างยั่งยืน สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าที่ควรเร่งแก้ไข คือการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะรายย่อยและผู้ประกอบการในต่างจังหวัด ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนและสินเชื่อ เพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และ “ต่ออายุ ต่อชีวิต” ให้กับกิจการ ขณะเดียวกันรัฐบาลควรมีมาตรการที่เข้าถึงคนยากจนโดยตรง เมื่อถามถึงแนวทางการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นายสุวัจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันการกู้เงินทำได้ยากขึ้น ดังนั้นหากรัฐบาลจะกู้เงิน ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเงินที่กู้มาจะนำไปใช้แก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือไม่ เพราะหากกู้แล้วทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ก็อาจเกิดประโยชน์น้อย นายสุวัจน์ ย้ำว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควรใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ขณะที่หัวใจสำคัญคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจที่วนซ้ำ และสร้างความมั่นคงให้ประชาชนในระยะยาว พร้อมกล่าวขอบคุณมูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน (หลักเสียงเซี่ยงตึ๊ง) คณะกรรมการจัดงาน เทศบาลนครนครราชสีมา และผู้บริจาคทุกท่าน ที่ร่วมกันจัดงาน

♬ original sound - Thaweechai Jao