“สุวัจน์” นำชาวโคราชรำลึก 28 ปี “น้าชาติ” พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ของไทย ชูต้นแบบผู้นำวิสัยทัศน์กว้างไกล เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า แนะรัฐบาลกู้ 4 แสนล้านต้องระวัง ใช้จ่ายประหยัด รอบคอบ เน้นเกิดประโยชน์สูงสุด หลังเพดานหนี้จ่อ 70% ย้ำโครงการ แลนด์บริดจ์ ต้องไม่กระทบระบบนิเวศอันดามัน-อ่าวไทย ชี้ความคุ้มค่าต้องมาก่อน พร้อมยินดี ทักษิณ ได้พักโทษ
นครราชสีมา-วันนี้(6 พฤษภาคม 2569) ที่ สำนักงานใหญ่พรรคชาติพัฒนา อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคชาติพัฒนา เป็นประธานงานวันรำลึกผู้นำแห่งศรัทธา พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ครบรอบวันถึงแก่อสัญกรรม 28 ปี วันที่ 6 พฤษภาคม 2541 ที่ประเทศอังกฤษ เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของพลเอกชาติชายฯ ที่ได้สร้างไว้ให้กับประเทศชาติและชาวจังหวัดนครราชสีมา โดยบรรยากาศภายในงาน มีคณะผู้บริหารพรรค สมาชิกพรรค พ่อค้า นักธุรกิจ และประชาชน ร่วมงานกว่า 1,000 คน เพื่อแสดงมุทิตาจิตและรำลึกถึงผู้นำผู้ล่วงลับ ซึ่งได้มีการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน พิธีกล่าวสดุดีเกียรติคุณ และร่วมกันสักการะรูปหล่อเหมือนของพลเอกชาติชายฯ เพื่อแสดงความเคารพรักและศรัทธาและวางดอกไม้เพื่อแสดงความอาลัย
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและประธานพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า “ในยุคทองของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ในช่วงปี 2531–2533 ถูกขนานนามว่าเป็น “ยุคทองของเศรษฐกิจไทย” โดยมีตัวเลข GDP เติบโตติดต่อกัน 3 ปี ปี2531 เติบโต 13% ปี2532 เติบโต 12% และและปี 2533 เติบโต 11% ส่งผลให้ไทยถูกยกเป็น “เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย” ซึ่งมี 4 คุณสมบัติเด่นที่ทำให้รัฐบาลยุค พล.อ.ชาติชายฯ ประสบความสำเร็จ คือ 1.ประสบการณ์รอบด้าน เป็นทั้งนักการทูต นักการเมือง และนักการทหาร , 2.มีวิสัยทัศน์กว้างไกลจากนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ในภูมิภาคอินโดจีน , 3.มีทักษะการประนีประนอม สามารถประสานประโยชน์ได้กับทุกฝ่าย และ 4.มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศที่สร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ ยังมีการริเริ่มโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นรากฐานสำคัญจนถึงปัจจุบัน เช่น การสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรกที่หนองคาย , โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก และการขยายถนน 4 เลนทั่วประเทศ”
ส่วนกรณีที่รัฐบาลปัจจุบัน เตรียมกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาผลกระทบจากสงครามและวิกฤตพลังงาน นายสุวัจน์ฯ กล่าวว่า “เข้าใจถึงความจำเป็นในการช่วยเหลือ SME และประชาชนที่แบกรับค่าครองชีพสูง ซึ่งปัจจุบันเพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 70% ของ GDP รัฐบาลจึงควรใช้จ่ายอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อรักษาความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเงินการคลัง แต่ต้องทำอย่างระมัดระวัง รอบคอบ เนื่องจากเป็นเงินกู้ ไม่ใช่งบประมาณปกติ
และสำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท จะต้องมีความรอบคอบในทุกมิติ ก่อนตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านและเส้นทางเดินเรือโลก ด้านความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ ว่า จะสร้างแรงจูงใจอย่างไรให้เรือสินค้าเปลี่ยนมาใช้เส้นทางนี้ ตลอดจน ด้านสิ่งแวดล้อมจะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศทั้งฝั่งอ่าวไทย ด้าน จ.ชุมพร และฝั่งทะเลอันดามันด้าน จ.ระนอง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ รวมทั้ง การสำรวจความคิดเห็นการมีส่วนร่วมของประชาชน อยากให้รัฐบาลศึกษาอย่างเป็นกลาง ฟังเสียงประชาชน และให้ผู้เชี่ยวชาญร่วมวิเคราะห์อย่างจริงจังก่อนเดินหน้าโครงการ”
ส่วนประเด็นที่อดีตนายกรัฐมนตรีได้รับการพักโทษและกลับมาอยู่กับครอบครัว นายสุวัจน์ ฯ กล่าวว่า “ตนรู้สึกยินดีที่อดีตนายกรัฐมนตรีจะได้กลับมาใช้ชีวิตกับลูกหลานในช่วงบั้นปลาย ยอมรับว่าอดีตนายกฯ เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ส่วนบทบาททางการเมืองในอนาคตนั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่จะตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งเหมือนยุค พล.อ.ชาติชายฯ รัฐบาลควรมุ่งเน้นจุดแข็ง 4 ด้าน ที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยว ด้านเกษตรกรรม ด้านอาหาร และด้านสุขภาพและสุขภาวะ ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทย หากรัฐบาลหยิบยกจุดแข็งเหล่านี้มาต่อยอดด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เชื่อว่า เศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมามั่งคั่งและเข้มแข็งได้อีกครั้ง” นายสุวัจน์ฯ กล่าว .