“สุวัจน์” นำคณะลงพื้นที่ขุดค้น “โนนพลล้าน” พบแนวกำแพงเมืองโบราณ เร่งตรวจอายุ สร้างไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์โคราช

นครราชสีมา – “สุวัจน์” นำคณะติดตามความคืบหน้าการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณ “โนนพลล้าน” ริมถนนพลล้าน เขตเทศบาลนครนครราชสีมา หลังพบร่องรอยแนวกำแพงเมืองโบราณที่ไม่ปรากฏจากการสำรวจครั้งก่อน เตรียมนำตัวอย่างอิฐและหลักฐานทางโบราณคดีตรวจสอบอายุ หวังเชื่อมโยงข้อมูลสร้างไทม์ไลน์ย้อนอดีตเมืองนครราชสีมา พร้อมเดินหน้าพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ส่งเสริมโคราชสู่เมืองน่าอยู่และเมืองท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา และคณะ ลงพื้นที่บริเวณคูเมืองประตูพลล้าน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา เพื่อติดตามความคืบหน้าการขุดตรวจทางโบราณคดี “โนนพลล้าน” โดยมี นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา นำชมพื้นที่และรายงานผลการดำเนินงาน

การขุดตรวจทางโบราณคดีบริเวณกำแพงเมืองนครราชสีมา ด้านทิศตะวันออก บริเวณพลล้านต้านปัญจา ริมถนนพลล้าน ดำเนินการร่วมกันระหว่างสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และเทศบาลนครนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม – 8 สิงหาคม 2569 รวม 20 วัน โดยเป็นการศึกษากำแพงเมืองครั้งสำคัญในรอบกว่า 20 ปี หลังการสำรวจเมื่อปี 2567 ไม่พบฐานรากของกำแพงเมืองในบริเวณเดิม

สำหรับหลุมขุดค้น “โนนพลล้าน” แห่งใหม่ อยู่ห่างจากหลุมเดิมประมาณ 200 เมตร กำหนดพื้นที่ขุดขนาดประมาณ 2 x 10 เมตร เพื่อค้นหาร่องรอยของกำแพงเมืองโบราณ หลังมีข้อสันนิษฐานว่าแนวกำแพงเดิมบางส่วนอาจถูกทำลายหรือปรับพื้นที่ในช่วงที่มีการใช้พื้นที่ก่อสร้างหน่วยงานราชการ

การขุดค้นในพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ของนครราชสีมา เนื่องจากเมื่อปี 2551 เคยพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณ และในปี 2567 พบโครงกระดูกมนุษย์ เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องประดับจำนวนมาก รวมถึงเครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำ เบื้องต้นมีอายุประมาณ 1,500–2,500 ปี สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ตั้งเมืองนครราชสีมาในปัจจุบันเคยเป็นแหล่งอยู่อาศัยของชุมชนขนาดใหญ่มาก่อน

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ กล่าวว่า นครราชสีมาเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านมรดกและคุณค่าทางธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยมีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโกหลายด้าน จึงมีแนวคิดที่จะต่อยอดเรื่องความเป็นเมืองเก่าแก่ของนครราชสีมา โดยเฉพาะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับคูเมืองและกำแพงเมือง

“เราทำเรื่องนี้ร่วมกับสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา มาประมาณ 2 ปีแล้ว และพบทั้งโครงกระดูกมนุษย์โบราณ เครื่องใช้ ถ้วยโถโอชาม รวมถึงหลักฐานต่าง ๆ ที่บ่งบอกว่าบริเวณนี้เคยมีผู้คนอาศัยอยู่เมื่อกว่า 2,000 ปีที่ผ่านมา”

นายสุวัจน์ กล่าวว่า ล่าสุดนักโบราณคดีพบแนวกำแพงเมืองเก่า ซึ่งมีลักษณะเป็นกำแพงก่อด้วยอิฐ จึงได้นำตัวอย่างเนื้ออิฐส่งตรวจสอบอายุทั้งในสหรัฐอเมริกาและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อหาคำตอบว่าแนวกำแพงดังกล่าวมีอายุอยู่ในช่วงใด และจะสามารถเชื่อมโยงกับหลักฐานโบราณคดีที่พบก่อนหน้านี้ได้หรือไม่

“โครงกระดูกที่ขุดพบมีอายุ 2,000 กว่าปี นักวิจัยจากศิลปากรจึงต้องการเชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์ทางโบราณคดีกับวัสดุที่ใช้ก่อสร้างกำแพง เพื่อสร้างไทม์ไลน์ในการเดินย้อนอดีตของจังหวัดนครราชสีมา ว่าในแต่ละช่วงเวลาบริเวณนี้เคยเกิดอะไรขึ้นและมีพัฒนาการมาอย่างไรจนถึงปัจจุบัน”

ทั้งนี้ เทศบาลนครนครราชสีมาได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดยเทศบาลนครนครราชสีมาเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อเดินหน้าขุดค้นและขยายพื้นที่การศึกษาอย่างต่อเนื่อง

นายสุวัจน์ กล่าวอีกว่า ในระยะต่อไปมีแนวคิดพัฒนาพื้นที่บริเวณคูเมืองและแหล่งโบราณคดีให้เป็น “พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง” หรือ Outdoor Museum เปิดพื้นที่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้เรียนรู้และสัมผัสหลักฐานทางโบราณคดี โบราณวัตถุ และประวัติศาสตร์ของเมืองนครราชสีมาอย่างใกล้ชิด

“ถ้าสามารถดำเนินการได้สำเร็จ จะเกิดทั้งสวนสาธารณะ สวนหย่อม แหล่งโบราณคดี และพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ทำให้โคราชเป็นเมืองที่สวยงาม น่าอยู่ และเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์”

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาพื้นที่คูเมืองจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานราชการที่ยังตั้งอยู่ในพื้นที่ โดยเทศบาลนครนครราชสีมากำลังหารือเพื่อทยอยปรับย้ายหน่วยงานออกจากพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถพัฒนาพื้นที่โดยรอบคูเมืองได้อย่างเป็นระบบ

นายสุวัจน์ กล่าวว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังบูรณาการความร่วมมือด้านวิชาการเป็นลำดับแรก ขณะที่ในระยะต่อไปจะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมากขึ้น โดยกรมศิลปากรจะเป็นหน่วยงานหลักในการเก็บรวบรวมพยานวัตถุและหลักฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงกระดูก เครื่องใช้ เครื่องปั้นดินเผา และแนวกำแพงเมือง เพื่อนำมาวิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลทางประวัติศาสตร์

“เราต้องการมองย้อนกลับไปว่า บริเวณนี้เคยเกิดอะไรขึ้นบ้างในอดีต จนพัฒนามาถึงเมืองนครราชสีมาในปัจจุบัน การขุดค้นครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการค้นหากำแพงเมือง แต่เป็นการค้นหาความจริงทางประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างเรื่องราวและไทม์ไลน์ของเมืองโคราชให้ชัดเจนยิ่งขึ้น” นายสุวัจน์กล่าว